[AFS] จดหมายฉบับที่ 1

posted on 18 Jul 2014 00:56 by naangsy in Experiences
สวัสดีพ่อแม่พี่น้องที่ประเทศไทยทุกโคนนนน วู้วววว -..- พูดแบบนี้ก็แน่นอนจ้า ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย มาอยู่อุรุกวัยได้เกือบห้าเดือนแล้วแต่บล็อกพึ่งจะอัพ55555555 เรื่องมันมีอยู่ว่าก่อนมานั้นเราต้องจบม.5ก่อนเพื่อนๆเลยต้องตามสอบ ตามเก็บงาน ตามทุกอย่างให้เสร็จเลยยุ่งมากๆ บล็อกที่บอกว่าจะอัพเรื่องการทำเอกสารกลายเป็นว่าไม่ได้อัพมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วคือตอนนี้คาบภาษาอังกฤษที่นี่เราเรียนเรื่องสื่อมีเดียต่างๆ ครูถามว่าใครมีบล็อกบ้าง เราก็บอกไปว่ามีแต่ไม่ได้อัพมาจะห้าเดือนแล้ว (ที่จริงมากกว่านั้น หุหุ) รู้สึกละอายใจเลยอัพดีกว่า55555555 แต่ที่อัพนี่เป็นจดหมายที่ส่งให้ทางเอเอฟเอสเลยอาจจะเป็นทางการนิดนึง (ถ้าเทียบกับที่เราอัพเองในบล็อกอ่ะนะ) เลยขอใช้ชื่อเอนทรี่แนวๆแบบนี้ละกัน ส่วนเอนทรี่เรื่องการทำเอกสารหรือเรื่องราวต่างๆก่อนมานั้นจะอัพย้อนหลังให้นะคะ ตอนนี้ก็ไปอ่านชีวิตที่ผ่านมาในอุรุกวัยของเราเลยละกัน
 
 
จดหมายฉบับที่ 1 (กุมภาพันธ์-มีนาคม)
 
 
ถ้าพูดถึงประสบการณ์ที่ได้จากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนแล้ว สำหรับแนนนั้นประสบการณ์มันเริ่มตั้งแต่คืนแรกของการเดินทางเลยด้วยซ้ำ จะเรียกว่าก่อนออกเดินทางเลยก็ได้ เนื่องจากช่วงนั้นเกิดความวุ่นวายนิดหน่อยในตัวกรุงเทพมหานคร ป้าอ้อยเลยบอกกับพวกเราในวันประชุมก่อนเดินทางว่าให้ไปก่อนเวลานิดนึงก็ดี คืนนั้นแนนกับครอบครัวออกจากรังสิตตอนสองทุ่ม พอถึงสนามบินก็แวะกินข้าวกันก่อนแต่ในระหว่างที่นั่งกินอยู่นั้นก็มีเพื่อนโทรมาว่าให้ขึ้นมาเช็คอินได้แล้ว แนนเลยขึ้นไปแบบรีบๆ จนถึงคิวที่ต้องเช็คอิน ก่อนหน้านี้พี่เจ้าหน้าที่เอเอฟเอสเดินมาบอกว่าเดี๋ยวตอนเช็คอินจะมีปัญหานิดหน่อย คือเด็กที่ไปอุรุกวัยจะไม่มีวีซ่าอาร์เจนตินาแต่ปัญหาคือเราต้องแลนดิ้งที่นั่นไง ก็ยืนคุยอยู่ที่เคาท์เตอร์เช็คอินนานมาก พอปัญหานั้นเรียบร้อยแล้วก็รีบมารวมกลุ่ม ปรากฏว่าเค้าคุยทุกอย่างกันเสร็จหมดแล้ว คือเตรียมตัวจะขึ้นไปข้างบนกันแล้ว แนนก็ช็อคนิดๆเพราะทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก มีเวลาลาครอบครัวกับเพื่อนๆไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ คืนนั้นคือนอยด์มาก ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย เลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิทก่อนเข้าเกทประมาณสิบห้านาที แนนก็เล่าทุกอย่างให้มันฟังพร้อมกับร้องไห้นิดหน่อย พอได้ระบายได้ร้องออกมามันก็ดีขึ้นแต่ก็แค่นิดนึงเท่านั้น มันเหมือนแผลเป็นที่ติดอยู่ในใจ เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากตัวแนนเองซึ่งแนนรับไม่ได้ที่ตัวเองสะเพร่าจนทำให้วันสุดท้ายในไทยกับครอบครัวเป็นวันที่ไม่ดีเลย แนนโทษตัวเองอยู่หลายวัน พยายามคิดในแง่ดีก็ไม่รู้สึกดีขึ้นมาเลย สุดท้ายก็เลยได้แต่ปล่อยให้เวลามันเยียวยาทุกอย่าง จากวันนั้นเป็นต้นมาเลยจำฝังใจ ได้แต่บอกตัวเองว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว 

 

 

นี่เป็นรูปครอบครัวรูปเดียวที่ติดอยู่ในมือถือเพราะไม่มีเวลาถ่ายเลย

 

 

  เราออกเดินทางวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เวลา 01.05 นาที ข้ามไทม์โซน ข้ามเส้นแบ่งเขตวันสากล แวะที่ดูไบ และริโอ เด จาเนโร จนกระทั่งถึงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ (เนื่องจากประเทศฝั่งนี้ช้ากว่าฝั่งไทยหนึ่งวัน) เราพักที่บัวโนสไอเรสคืนนึงก่อนที่จะแยกย้ายกันในบ่ายวันต่อมา แนนและใบไหมเป็นเด็กทุนสองคนที่มาอุรุกวัย พอไปถึงบัสเทอร์มินอลก็เจอกับแมทดี้จากอเมริกาและโทโมฮิโร่จากญี่ปุ่น ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตทำให้พวกเรารู้จักและเคยคุยกันมาก่อนเดินทาง พอมาถึงเลยคุยกันสนุกและสนิทกันมากขึ้น เราเล่นเกม เล่นดนตรีกันจนถึงเวลาที่ต้องเดินทางมาอุรุกวัย เป็นทริปที่ทรหดมากเพราะต้องขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามมาโคโลเนียและต่อบัสมาอีกกว่าจะถึงมอนเตวีเดโอ ตอนที่เจอหน้าโฮสท์แฟมมิลี่ครั้งแรกแนนร้องไห้หนักมาก เพราะความเหนื่อย ความเพลีย ความกดดันต่างๆทำให้แนนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่ร้องไห้ที่อุรุกวัย ฮ่าๆๆ

 

 

แนนกับใบไหมร้องเพลงกันตอนใบไหมมาแคมป์ที่นี่

 

 

  แนนกับโฮสท์แฟมมิลี่พักที่อพาร์ทเม้นท์ของคุณยายในมอนเตวีเดโอหนึ่งคืน (โฮสท์แฟมเคยอยู่ที่มอนเตวีเดโอก่อนที่จะย้ายมาเมโล) ก่อนจะออกเดินทางมาเมโลในตอนสายๆของวันต่อมา ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องนม คนที่นี่เค้ากินนมกันเป็นอาหารเช้าแต่แนนกินนมไม่ได้เพราะมันไม่ย่อยและรู้สึกเหมือนจะอ้วกทุกครั้งที่กิน ยิ่งถ้ากินนมก่อนเดินทางยิ่งไปกันใหญ่ จากที่คิดว่าไม่อยากรบกวนโฮสท์เลยตัดสินใจบอกเค้าไป หลังจากนั้นเค้าก็ดูแลแนนดีมาก ช่วยกันคิดหาอาหารเช้าให้ สุดท้ายเลยจบด้วยซีเรียลใส่นมนิดนึงกับขนมปัง ทุกวันนี้ก็กินได้แค่นิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้ากินเป็นกล่องหรือแก้วอยู่ดี แนนใช้เวลาพักฟื้นตัวอยู่ประมาณสองอาทิตย์ก็หายจากอาการเจ็ทแล็ค แนนค่อนข้างปรับตัวได้เร็วเพราะปกติตอนอยู่ไทยนอนได้ทั้งวัน เป็นพวกที่หัวถึงหมอนปุ๊บหลับปั๊บ ขอแค่ฟ้ามืดบอกเวลาว่าเป็นตอนกลางคืนเมื่อไหร่ แนนก็หลับได้โดยไม่สนใจเวลาที่ไทยเลย ฮ่าๆๆ เรื่องอาหารก็ค่อนข้างโชคดีเพราะว่าไม่เจออาหารที่แปลกๆเท่าไหร่ พื้นเพคนที่นี่เป็นพวกยุโรปอพยพมา อย่างปู่ของมัมเป็นอิตาเลี่ยน อาหารที่มัมทำก็เป็นอิตาเลี่ยนซะส่วนใหญ่ ปรับตัวง่ายดีค่ะ ส่วนที่ปรับตัวยากนี่ก็เห็นจะเป็นนิสัยโดยทั่วๆไปของคนไทย เช่น มาวันแรกแนนถอดรองเท้าเดินในบ้านจนเค้าเรียกไปคุยแถมซื้อรองเท้าใหม่ไว้ให้ใส่ในบ้านด้วย แรกๆก็ลืมใส่ทุกทีเวลาเดินออกจากห้อง ใช้เวลานานพอสมควรถึงจะชิน

  

 

รูปครอบครัวรูปแรก ถ่ายที่อพาร์ทเม้นท์ของคุณยายที่มอนเตวีเดโอ

 

 

เรื่องเพื่อนและโรงเรียนโดยรวมก็ถือว่าดีค่ะ โรงเรียนแนนเป็นโรงเรียนเอกชน เด็กส่วนมากก็อารมณ์ลูกคนมีตังค์ เค้าจะจับกลุ่มกันอยู่เป็นพวกๆ ไม่ค่อยเข้ามาคุยกับแนนเท่าไหร่ บางทีเห็นเพื่อนๆที่เรียนโรงเรียนรัฐคุยกันเรื่องเพื่อนหรือเรื่องโรงเรียนแนนก็แอบอิจฉาบ้าง แต่ก็ต้องสู้ต่อไปค่ะ เค้าไม่เข้าหาเราก็ต้องเข้าหาเอง ได้ฝึกพูดเยอะๆด้วย แต่ข้อเสียของคนที่นี่คือพูดอังกฤษกันได้เยอะ เค้าก็พยายามคุยอังกฤษกับแนน จนแนนต้องบอกไม่เอา ขอสเปนดีกว่า ก็สนุกดีค่ะ ตอนนี้แนนเรียนเกรดหก น้องสาวอยู่เกรดห้า เกรดหกที่นี่จะแบ่งออกเป็นสามสาย คือชีวะ วิศวะ แล้วก็เศรษฐศาสตร์ แนนเลือกอยู่เศรษฐศาสตร์ค่ะ เพราะถ้าจะให้ไปสู้รบตบตีกับเคมี ฟิสิกส์ ชีวะนี่ไม่ไหวจริงๆ แต่เศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้หมูเลยนะคะ วิชาแต่ละวิชานี่หินๆทั้งนั้น ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐศาสตร์ ฟีโลโซเฟีย วิชาบัญชีและการจัดการงี้ สเปนล้วนๆ คือแนนรู้จักคำว่า guerra ที่แปลว่าสงคราม รู้จักคำว่า capitalismo ที่แปลว่าระบบทุนนิยม แต่ไม่รู้ว่าแครอทเรียกว่าอะไร ฮ่าๆๆ ตลกดีค่ะ ไหนจะคณิตศาสตร์สี่คาบต่อวันอีก แต่สนุกมากค่ะเพราะเรียนง่ายกว่าที่ไทยเยอะ ขนาดแนนทิ้งคณิตมาสามปีแล้ว พอมาทบทวนนิดหน่อยก็ทำได้แล้วค่ะ โปรเฟก็ใจดีมาก (คนที่นี่ไม่ออกเสียง s กันค่ะ โปรเฟสเลยกลายเป็นโปรเฟ) วิชาที่ชอบที่สุดก็คือคณิตศาสตร์นี่แหละค่ะ ส่วนเพื่อนในห้องก็มีทั้งหมดสิบเก้าคน พึ่งย้ายมาใหม่สามคน ในห้องแนนมีเด็กแลกเปลี่ยนสามคนค่ะ มีแนน แมทดี้จากอเมริกา และจีอาดาจากอิตาลี นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่เค้าไม่เห่อเด็กแลกเปลี่ยนกัน ในคลาสเศรษฐศาสตร์ของแนนมีทั้งหมดหกคน จีอาดาก็อยู่คลาสนี้ด้วย เราเลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกันค่ะ วันที่สองที่ผ่านมาก็พึ่งจัดวันเกิดให้จีอาดากัน แนนเป็นคนชวนเพื่อนทำของขวัญวันเกิดให้จีอาดาด้วย เป็นวีดีโอคลิป ทุกคนชอบกันมาก ว่างๆก็เอาอูคูเลเล่ไปเล่นที่โรงเรียน คนมุงกันเต็มเลยค่ะ เขินมากตอนเล่น เล่นผิดเล่นถูกก็ไม่มีใครรู้เพราะร้องเพลงไทย ฮ่าๆๆ ทุกคนอึ้งกับภาษาไทยมาก ชอบให้แนนเขียนพยัญชนะไทยให้ดู ไม่ก็ให้พูดว่า สวัสดีค่ะ สบายดีมั้ยคะ แล้วทุกคนก็อึ้งพร้อมกับพูดว่า ว้อท เดอะ **** ฮ่าๆๆ

  

 

นี่เป็นเพื่อนกลุ่มแรกที่มีค่ะ จากขวา แนน เฟเดริก้า (โฮสท์พี่ของแมทดี้) แมทดี้ โคเซฟีน่า พวกเราอยู่ชั้นเดียวกันหมดเลยค่ะ แต่สามคนนี้อยู่คลาสวิศวะ

 

   

คนนี้จีอาดาเพื่อนสนิทของแนน

 

  

รูปนี้เป็นของขวัญที่ทำให้จีอาดาค่ะ ในกระดาษเขียนว่าสุขสันต์วันเกิดจีอาดา

 

 

 คลิปที่ทำเป็นของขวัญให้จีอาดา

 

 

ตอนนี้เรื่องภาษาโอเคแล้วค่ะ พูดได้บ้างแล้วแต่ยังต้องฝึกอีกเยอะ แนนเป็นคนที่ค่อนข้างจะเรียนรู้เรื่องภาษาเร็ว เขียนกับอ่านจะคล่องเร็วกว่า พูดกับฟังนี่ต้องพยายามอีกมากๆเลย แต่ปัญหาคือมันขึ้นอยู่กับอารมณ์ด้วย วันไหนตื่นมารู้สึกนอยด์ๆก็พูดน้อย บางวันมีหลายอารมณ์ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันค่ะ อยากแก้ตรงนี้มากแต่ไม่รู้จะทำยังไง คงต้องหาทางออกต่อไป แต่วันที่พูดมากที่สุดและมีความสุขที่สุดก็คือวันที่มีแคมป์เอเอฟเอสที่นี่ค่ะ ได้เจอโวลันเทียร์ ได้เจอเพื่อนๆเอเอฟเอสด้วยกัน มันสนุกและทำให้เราอยากพูดสเปนมากๆ ภาษาไทยนี่ไม่พูดกันเลย อย่างเมื่อวันที่สิบเอ็ดที่ผ่านมาแนนไปมอนเตวีเดโอมาค่ะ ไปทำเอกสารมา ก็ได้เจอโวลันเทียร์ ใบไหม โทโมฮิโร่ ที่ดีใจที่สุดก็คือได้เจอพี่ใหม่ด้วย พี่ใหม่เป็นพี่ประเทศค่ะ เป็นเด็กทุนเหมือนกัน รุ่น 49 รุ่นแรกเลยที่มาอุรุกวัย ตอนนี้พี่เค้ากลับมาเยี่ยมครอบครัวที่นี่ค่ะ การได้เจอพี่ใหม่เป็นเหมือนของขวัญเลย เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของบทสนทนาที่เราคุยกันเป็นสเปนหมดเลยค่ะ นอกนั้นก็มีพูดภาษาไทยเวลานินทาชาวบ้านบ้างนิดหน่อย ฮ่าๆๆ การได้คุยได้ใช้เวลาด้วยกัน ถึงแม้จะแค่วันเดียวแต่มันก็อบอุ่นใจมากจนบอกไม่ถูกเลยค่ะ แอบเม้าท์ว่าตกรถด้วยวันนั้น ที่จริงต้องกลับตอนหกโมงครึ่งแต่มาถึงบัสเทอร์มินอลเลทนิดนึง เลยได้กลับรถรอบเที่ยงคืนครึ่ง พอถึงบัสเทอร์มินอลที่เมโล โทรศัพท์ดันโทรออกไม่ได้ด้วยค่ะ เลยต้องไปยืมคุณป้าคนนึง เราก็เนียนๆไปให้เค้าช่วย บอกเค้าว่ามันโทรออกไม่ได้ เป็นอะไรไม่รู้ เค้าก็ลองอยู่สี่ห้าครั้ง สุดท้ายก็บอกเดี๋ยวให้ยืม ฮ่าๆๆ เป็นทริปที่ลุยมากๆ สนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมากเหมือนกันค่ะ

  

 

ตอนที่จัดแคมป์เอเอฟเอสที่นี่

 

  

 ตอนไปมอนเตวีเดโอ

 

 

    หลังจากอยู่มาจะสองเดือนแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีเยอะขึ้นเลยค่ะ ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องแมว ยอมรับว่าตอนที่ทำเอกสารนานาชาติไม่ได้ติ๊กช่องที่บอกว่าไม่ชอบสัตว์เลี้ยงเพราะกลัวหาครอบครัวยาก ปรากฏว่าครอบครัวนี้เลี้ยงแมวหนึ่งตัวค่ะ เลี้ยงในบ้านด้วย คือเหมือนลูกอีกคนเลย ตอนแรกๆที่รู้ข้อมูลโฮสท์ก็ใจหวิวๆอยู่เหมือนกัน เพราะตอนอยู่ไทยที่บ้านไม่มีสัตว์เลี้ยง แนนเลยเป็นพวกกลัวหมา แมว ที่จริงก็ไม่เชิงกลัวหรอกค่ะ มันเป็นความไม่ชอบและไม่ชินมากกว่า คือถ้ามันมากระโดดใส่หรือมานัวเนียนี่จะทำอะไรไม่ถูกเลย หนักสุดคือจะร้องไห้ ฮ่าๆๆ พอมานั่งคิดๆดูคือเราต้องอยู่อีกเป็นปี ถ้าจะทำท่ารังเกียจหรือไม่ชอบ เค้าก็อาจจะสังเกตเห็นได้และแน่นอนว่าเค้าคงไม่ชอบถ้าเราทำแบบนั้น แนนเลยตัดสินใจลองคลุกคลีกับมันดู ซักพักก็รู้ว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย น่ารักด้วยซ้ำ ตอนนี้เป็นเพื่อนรักกันแล้วค่ะ ฮ่าๆๆ แต่ก็ยังไม่ชินตอนมันกระโดดใส่อยู่ดี เหลือเวลาอีกประมาณเก้าเดือน ตอนนั้นก็คงจะนอนกอดกันได้แล้ว ปัญหาอื่นๆก็มีบ้างค่ะ ส่วนมากเกิดจากตัวแนนเองทั้งนั้น หนักสุดคือตอนที่ออกไปข้างนอกกับเพื่อนแล้วไม่ได้บอกมัมเพราะคิดว่าบอกน้องสาวไว้แล้ว มือถือก็ปิดเสียงไว้ด้วยเพราะตอนไปโรงเรียนต้องปิด มัมโทรหาหลายสายมาก แล้วพอเรารับเค้าก็โกรธมาก พอถึงบ้านก็คุยกันยาวเลยค่ะ แด๊ดที่เป็นคนสนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอดเวลากลายเป็นเงียบไปเลย ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก คือเป็นความผิดครั้งแรกแล้วมันก็กดดันด้วย กลัวไปทุกอย่างเลย เพราะครอบครัวนี้เค้าดีกับเรามากๆ รู้สึกผิดมากที่ทำให้เค้าโกรธ เค้าบอกว่าจะไปไหนไม่ว่า ขอแค่ส่งเมสเสจมาบอกแค่นั้น ก็คุยกัน ปรับความเข้าใจกัน ตื่นเช้ามาตาบวมไปโรงเรียนเลยค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดีไปอีกแบบแต่ขอบอกว่าหน้าตาไม่ดีนะคะ หน้าเพลียมาก เหมือนซอมบี้เดินได้ ฮ่าๆๆ ปัญหาใหญ่ๆอีกอันคือ มัมเป็นครูสอนอังกฤษค่ะ สำเนียงนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะเคยเรียนที่อเมริกามาด้วย เค้าเลยให้แนนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ที่เค้าสอนอยู่ แรกๆก็สนุกดีค่ะ เป็นคลาสที่เน้นพูดซึ่งเราก็จะได้ฝึกพูดไปในตัว แต่ซักพักเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่ เรามาที่นี่เพื่อนเรียนสเปนนะ แล้วมันก็สับสนมากๆเวลาเรียนสองอย่างไปพร้อมกัน เลยตัดสินใจบอกมัมไปว่าไม่อยากเรียนแล้ว เค้าก็ไม่ว่านะคะ แถมบอกว่าดีอีกต่างหากที่เราบอก ไม่ต้องทนฝืนเรียนถ้าไม่ชอบ เลยเอาเวลาตรงนั้นไปยิมแทน ออกกำลังกายทุกวัน จะได้ควบคุมน้ำหนักไปในตัว เพราะอาหารแต่ละอย่างที่กินนี่หนักๆทั้งนั้น โดยเฉพาะดุลเซ่ เด เลเช่นะคะ มาอยู่พึ่งจะสองเดือน หมดไปแล้วห้ากระปุกใหญ่ จะร้องไห้ค่ะ อะไรจะกินเยอะขนาดนั้น และนี่ก็เป็นอีกปัญหาค่ะที่ยังหาทางออกไม่ได้ ฮ่าๆๆ

  

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวก็ไปได้ดีมากๆเลยค่ะ แนนจะเหมือนกับแด๊ดหลายอย่างมาก ชอบฟุตบอล ชอบกินเนื้อ(โดยเฉพาะอาซาโด้) ชอบฟังเพลง เล่นดนตรี  แด๊ดเป็นจิตแพทย์ค่ะ เค้าบอกว่าถ้าไม่ได้เป็นหมอเค้าคงเป็นโปรดิวเซอร์ไปแล้ว ว่างๆเราก็จะเล่นกีต้าร์กับร้องเพลงกัน แด๊ดชอบเพลงเล่นของสูงมาก ทั้งเวอร์ชั่นของบิ๊กแอสและเคลียร์ นั่งผิวปากเพลงนี้ทั้งวัน ชอบคาราบาวด้วย ถึงกับโหลดมานั่งฟังเป็นอัลบั้มเลย ดีใจค่ะที่เค้าชอบ แนนก็พยายามเผยแพร่ความเป็นไทยทุกรูปแบบเลย วันนั้นเค้าถามถึงเรื่องศาสนา เรื่องพระพุทธเจ้า แนนเลยเปิดหนังเรื่องพระพุทธเจ้าที่เป็นอนิเมชั่นให้เค้าดูแล้วก็นั่งอธิบายไปด้วย สนุกดีค่ะ ได้แชร์ความคิดเห็น ความรู้ต่างๆ ส่วนมัมก็เข้ากันได้ดีมากเหมือนกัน แนนชอบทำอาหารค่ะ พอตกเย็นมาเราก็จะเข้าครัว คิดเมนูอาหาร บางวันก็ไปเดินซุปเปอร์มาเก็ตด้วยกัน ศัพท์ที่ได้ส่วนมากก็มาจากในครัวทั้งนั้นเลยค่ะ เรื่องของกินไรงี้ รู้เยอะมาก ฮ่าๆๆ น้องชายก็น่ารักมาก เค้าชอบวาดรูปพวกสถาปัตยกรรมต่างๆ ชอบรถไฟ หนังไซไฟ เวลานั่งฟังเค้าจินตนาการเรื่องราวต่างๆละสนุกดีค่ะ ฝึกภาษาไปในตัวด้วย ส่วนน้องสาวนี่แชร์ห้องกัน แต่ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เค้าไม่ใช่คนพูดมากแต่ก็ไม่ได้พูดน้อย เป็นอารมณ์ที่รู้ว่าเรามีกันและกัน แบบอยู่เงียบๆแต่เราต่างก็รู้ใจกันและกันอะไรประมาณนี้ นี่ไม่ได้คิดไปเองนะคะ ฮ่าๆๆ ล่าสุดวันที่สิบเอ็ดที่ผ่านมาเป็นวันเกิดเค้า แต่แนนต้องไปมอนเตวีเดโอ เลยทำของขวัญทิ้งไว้ให้เค้าเซอร์ไพรส์ แนนยังจำความรู้สึกที่เค้ากอดละบอกว่าขอบคุณที่มาเป็นพี่สาวของเค้าได้ มีความสุขมากๆเลยค่ะ

 

  

ผลงานน้องชายค่ะ เค้าชอบวาดรูปมากๆ

 

  

ไปว่ายน้ำที่คันทรี่คลับกันในวันหยุด

  

 

งานคาร์นาวาลค่ะ จัดทั้งหมดสี่วัน เมื่อก่อนเค้าเคยเล่นสาดน้ำกันเหมือนสงกรานต์ที่บ้านเราด้วยแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ภาพบนยืนดูจากระเบียงคลินิกของแด๊ด

 

   

วันหยุดว่างๆก่อนเปิดเทอมกับแมวที่บอกค่ะ มันชื่อชิกี้ แปลว่าเล็ก เพราะตอนที่เค้าได้มาแรกๆมันเล็กแต่ตอนนี้มันเลยคำว่าเล็กไปไกลแล้ว

 

  

 ตอนที่ไปเที่ยวทะเล Laguna Merín แล้วข้ามไปบราซิล 

 

 

คลิปนี้ทำขึ้นมาหลังกลับจากทริปนี้ค่ะ

 

 

หลายคนบอกว่าแนนโชคดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ จริงค่ะ แนนว่าแนนโชคดีมากๆ โชคดีที่ได้เป็นเด็กเอเอฟเอส ได้มาที่นี่ ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบนี้ ถ้าไม่มีเอเอฟเอสประเทศไทยแนนก็คงไม่มีวันนี้ ทุกๆอย่างมันขึ้นอยู่กับโอกาสและความเหมาะสมจริงๆ แนนสอบมาสามปี จากปีแรกที่ต้องสละสิทธิ์ตัวจริงเดนมาร์กเพราะไม่มีตังค์ ปีที่สองที่ไม่ติดตัวจริงเด็กทุน และปีนี้ที่แนนได้เป็นตัวจริงและได้มายืนอยู่ที่นี่ ตลอดเวลาสามปีที่พยายามมา แนนเคยท้อ เคยถามตัวเองว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร แต่แนนไม่เคยถอย แนนสู้และพยายามมาตลอดในขณะที่คนอื่นมองว่าเสียเวลาเปล่า แนนไม่เคยถอยเวลาตั้งใจทำในสิ่งที่แนนรัก และการได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็เหมือนกัน แนนสู้มาสามปีแล้ว จะสู้อีกปีก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน แนนจะทำมันให้ดีที่สุดเพื่อพ่อแม่ เพื่อทุกคนที่แนนรักและรักแนน และแน่นอนว่าเพื่อครอบครัวเอเอฟเอส ครอบครัวที่แนนรักมากๆครอบครัวนี้ แนนจะทำมันให้เป็นปีที่น่าจดจำที่สุดค่ะ

 

 

 

 

17/07/2014 <3

Comment

Comment:

Tweet

Me encantó el blog!!!! Es más: aparezco en fotos que no sabía que existían (como siempre saco yo las fotos, casi nunca aparezco).

#1 By Marcelo Escobal (186.48.158.32|186.48.158.32) on 2014-07-20 09:19