สวัสดีทุกๆคนที่หลงเข้ามานะคะ ฮี่ฮี่ ตอนนี้จากบ้านมาได้ห้าเดือนแล้ว ชีวิตมีทั้งสุขทั้งเศร้าทั้งเหงาทั้งอยากกลับบ้านแต่จะให้ทำไงได้เพราะเหลืออีกตั้งหกเดือนกว่าจะถึงกำหนดกลับ ทุกวันนี้ก็สบายกายดีเพราะได้โฮส(ฐานะ)ดี แต่ใจนี่สิ.. ออกตัวเลยว่าจิตใจอ่อนไหวมากช่วงนี้ ท้อบ่อยเพราะปัญหามากมายเหลือเกิน (บ่นได้ทุกวันแต่ก็ยังไงต้องสู้ต่อไป) วันนี้เราจะมาพูดถึงหัวข้อที่ว่า “บ้างานVSติดเกม อย่างไหนดีกว่ากัน?” แรงบันดาลใจในการเขียนกระทู้นี้ไม่ได้มาจากไหนไกลเลยค่ะ มาจากตัวเราและซิสที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกันนี่เอง (ขอใช้ซิสที่มาจากซิสเตอร์ในภาษาอังกฤษแทนนะคะ พอดีซิสมีบล็อกเรา เผื่อจู่ๆนางลุกขึ้นมาก็อปไปแปลในกูเกิลเดี๋ยวงานจะเข้าข้อหาเอานางมาเม้าท์มอย ฮ่าๆๆ)

 

ซิสเราชื่อว่า อาบริล (แปลว่าเดือนเมษายนในภาษาสเปนเพราะนางเกิดเดือนเมษายน)

บุคลิกของนาง ดูเหมือนหยิ่งๆ (เพื่อนเราเรียกว่าผู้หญิงแปลกเพราะเค้าบอกไม่รู้จะอธิบายบุคลิกคนๆนี้ยังไงดี มันก็แปลกจริงๆแหละ ฮ่าๆๆๆ) จริงจัง เป็นการเป็นงาน (มากเกินไป) เพราะนางเป็นประธานคลับอินเตอร์แร็คท์ที่เป็นคลับในเครือของโรตารี่ เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง (ตอนอยู่ในบ้านนางจะอยู่แต่ในห้องกับคอมพิวเตอร์ของนางที่ไม่รู้ว่าทำงานหรือดูคลิปเสริมความงามในยูทูปอย่างไหนมากกว่ากัน) ชอบปาร์ตี้ ทำกิจกรรมการกุศลเยอะแยะมากมาย (แปลกจริงๆใช่ป่ะ แบบดูเหมือนจะเงียบๆชอบเก็บตัวแต่ในขณะเดียวกันก็ทำกิจกรรมพวกนี้ไปด้วย)

 

เราชื่อว่า แนน (อย่าหาคำแปลเพราะเราก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆๆ)

บุคลิกของเรา(ที่นี่) ดูเหมือนเงียบๆ (ทุกคนเห็นเราไม่ค่อยพูดก็เลยนึกว่าเราขี้อายที่จริงคือกูอยากพูดแต่พูดไม่ทันพวกมึงซักครั้งอ่ะค่ะ -_-) ชอบฟังเพลง เล่นดนตรี ติสท์นิดๆ ไม่ค่อยจะจริงจังกับชีวิต ขี้เกียจบางครั้งบางคราว (เหรอ)

 

เรื่องมันมีอยู่ว่าซิสเราจริงจังกับชีวิตไปซะทุกเรื่อง เมื่ออาทิตย์ก่อนมีดราม่าเพราะซิสเห็นเราเล่นเกมในมือถือแล้วบอกว่าเราผลาญเวลาเฉยๆ สำหรับเค้าการเล่นเกมคือการสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เค้าจะไม่ทำแบบนี้แน่นอนถ้าเค้าไปแลกเปลี่ยน (ไว้เดี๋ยวกระทู้หน้าจะมาเล่าเวอร์ชั่นเต็มๆให้ฟัง) เราก็หน้าเจื่อนเลยอ่ะดิ เพราะเล่นเกมสำหรับเรามันคือการผ่อนคลายนะ ใครๆก็เล่นอ่ะ ที่โรงเรียนที่นี่เพื่อนในห้องเราก็เล่นมือถือแบบแทบจะไม่เรียนหนังสืออ่ะ (แต่เราไม่ได้เล่นขนาดนั้นนะเว่ย -..-) เค้าจะจริงจังไปไหน ขนาดโฮสท์พ่อที่เป็นจิตแพทย์ยังเล่นเกมทุกครั้งหลังเลิกงานเลย แบบเอาไว้คลายเครียดอ่ะ เล่นทีนี่เสียงยิงปืนดังทั่วบ้านแถมยังติดเหมือนเด็กในร้านเกมแถวประเทศไทยอีกด้วย (อันนี้โม้ ฮ่าๆๆ)

 

เมื่อคืนก็อีกรอบ ทุกคืนวันจันทร์จะเป็นวันที่น่ากลัวมากๆสำหรับเราเพราะซิสมีประชุมของคลับอินเตอร์แร็คท์ นางจะกลับบ้านมาด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับ เงียบ ไม่พูดกับใคร จะมีแค่ไม่กี่ครั้งที่กลับบ้านมาแบบยิ้มๆ มีความสุข บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวเมื่อคืนอึมครึมมากจนโฮสท์พ่อต้องถามว่ามีปัญหาอะไร ให้ช่วยหาทางออกให้มั้ย นางถึงยอมบอกว่านางโกรธ นางอารมณ์เสีย นางโมโห เพราะเด็กผู้หญิงสองคนในที่ประชุมไม่ยอมหุบปากซักที เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงอีกคนก็ปัญหาเดิมๆ (ที่เราไม่รู้ว่าคือปัญหาอะไร) ซึ่งเด็กผู้หญิงหนึ่งในสองคนที่เค้าพูดถึงเป็นเพื่อนในห้องเราเองและนางก็พูดมากจริงๆนั่นแหละ นอกจากนี้เรายังเคยได้ยินจากเพื่อนเราอีกคนที่เป็นสมาชิกคลับเหมือนกันบอกว่าตอนประชุมอาบริลจะจริงจังมากๆ ทุกคนต้องฟังนาง บางทีก็ตบโต๊ะอะไรประมาณนี้ ซึ่งเราว่ามันจริงจังไปป่ะวะ บางทีกลับบ้านมาร้องไห้กับแม่ไรงี้ คือก็น่าเห็นใจอยู่นะเพราะเค้าเป็นแค่เด็กอายุ 16 ปีที่ต้องรับผิดชอบงานใหญ่ๆซึ่งก็คือประธานคลับ แต่เค้าเก็บเอาปัญหาทุกอย่างมาคิดตลอดเวลา มันเลยพลอยให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดีไปด้วย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่เค้าคิดที่เค้าอยากให้เป็น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อ่ะ อย่างตอนไปเที่ยวกันก็ยังทำงานไปด้วย พองานมีปัญหาก็อารมณ์ไม่ดี คนรอบข้างก็เฉาไปตามๆกัน สรุปเป็นทริปที่ค่อนข้างจะไม่สนุกเลยก็ว่าได้

 

พอเราคิดถึงเรื่องนี้จู่ๆภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ก็วิ่งเข้ามาในหัวแล้วทำให้เราแทบจะหัวเราะออกมา ก็เพราะว่าตัวละครของพระเอกนั่นมันอาบริลชัดๆ แล้วตัวละครของนางเอกก็คือเราแบบไม่ต้องสงสัยเลย

 

 

 

พระเอกชื่อ ปั้น เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จริงจัง เป็นระบบ ทุกอย่างต้องตรงเป๊ะตามตารางที่วางไว้ เห็นงานสำคัญมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างขนาดที่ว่าแฟนอยากเปิดร้านเบเกอร์รี่แต่ปั้นบอกว่าไม่ต้องเปิดหรอกเพราะเดี๋ยวถ้าได้เลื่อนตำแหน่งจะได้ย้ายไปอยู่ซักที่ด้วยกัน (พอดีจำไม่ได้แล้วว่าเป็นฮ่องกงหรือที่ไหน)

 

 

 

นางเอกชื่อ หวาย เป็นลูกคนรวยที่ชอบสะพายเป้ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อยากเป็นนักเขียน อินดี้ตัวแม่ ถูกฝากเข้ามาทำงานในบริษัทของเพื่อนพ่อ ทำงานตามใจตนเองขนาดที่ว่าเอกสารของบริษัทยังพิมพ์เป็นภาษาวัยรุ่นจนทำให้งานเสียหาย

 

 

 

พอเรามาคิดๆดูแล้วก็ทำให้รู้ว่าทั้งเราและอาบริลนั้นหย่อนและตึงเกินไปเหมือนกับตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่บอกว่าเราหย่อนก็คือ

1.เราเป็นพวกทำอะไรตามอารมณ์ ถ้าวันไหนรู้สึกนอยด์ ไม่อยากทำนั่นนี่ ไม่อยากพูด ไม่อยากคุยกับใคร เราก็ไม่ทำไม่พูดไม่คุย เราเชื่อมาตลอดว่าเราเป็นแบบนี้และจะไม่มีวันหายแต่วันนี้เราพิสูจน์แล้วว่ามันหายได้ถ้าเราเปลี่ยนความคิด อย่าไปคิดว่าวันนี้เรานอยด์ เราไม่เอาดีกว่า ลุยเข้าไปเลยแล้วเราจะพบเองว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้  

2.เราปล่อยเวลาผ่านมาตั้งห้าเดือนโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรจริงๆจังๆซักที เราเอาแต่อ้างกับตัวเองว่าเหนื่อย นอยด์ ไม่มีอารมณ์ ทำให้เราพลาดโอกาสดีๆไปหลายอย่างมาก ทั้งเพื่อน กิจกรรมต่างๆ และประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งเราจะรู้สึกเสียใจมากถ้าเราพึ่งมาคิดได้ตอนที่เหลือเวลาแค่นิดเดียวแล้ว

3.เราไม่ค่อยจะจริงจังกับชีวิติมากเกินไป (จะเรียกว่าไม่เอาไหนเลยก็ได้ ฮ่าๆๆๆ) อย่างที่บอก เรานอนเล่นเกมในมือถือแทนที่จะหาอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เล่นคลายเครียดก็จริงแต่บางทีเราก็เล่นจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว.. พอมานึกย้อนกลับไปทำให้รู้ว่าเราเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์จริงๆ

 

ที่บอกว่าอาบริลตึงไปก็คือ

1.นางจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนของนางที่วางไว้แต่เชื่อเถอะว่าบางปัญหาถ้ามันมาจริงๆแล้วล่ะก็ แผนเอถึงแผนแซดที่วางสำรองไว้ก็ไม่สามารถต้านทานได้หรอก เผื่อใจไว้บ้างก็ดี พอมันเกิดขึ้นมาแล้วจะได้ไม่ต้องเจ็บปางตาย

2.นางเก็บทุกอย่างในชีวิตมาคิด บางทีการมองข้ามดีเทลเล็กๆน้อยๆไปบ้างก็ดีนะ ถ้ามันไม่เป็นปัญหาใหญ่จนทำให้อกแตกตายก็ควรปล่อยให้มันผ่านๆไปบ้าง ทำแบบนี้นอกจากจะดีต่อจิตใจของเราแล้วยังทำให้ลดความเครียดได้อีกด้วย

3.นางเห็นงานคือทุกสิ่งอย่าง การสนใจงานมากกว่าคนรอบข้างไม่ใช่ผลดีสำหรับตัวเราเองและคนรอบตัวเรา การเห็นงานเป็นสิ่งสำคัญนั่นถูกแล้วแต่ต้องไม่เห็นมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตจนทำให้เรามองข้ามอะไรหลายๆอย่างรอบตัวเราไป ได้งานแต่เสียคนที่รักไป ไม่ได้มีความสุขเสมอไปหรอกนะ

 

หลังจากอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว สำหรับคุณ “บ้างานVSติดเกม อย่างไหนดีกว่ากัน?” สำหรับเราเหรอ.. เราว่าทั้งสองอย่างมันมีทั้งดีและไม่ดีอ่ะ ก็อย่างที่บอกไปข้างบนนั่นแหละ ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ดี สรุปแล้วเดินทางสายกลางดีที่สุดอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า การที่เราเป็นคนประเภทนี้ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องทำแต่สิ่งที่เป็นของคนประเภทนี้ทำ การศึกษานิสัยของคนอีกประเภทแล้วเอาส่วนที่ดีของเค้ามาปรับใช้กับเราก็เป็นอีกหนทางที่ดี เหมือนๆกับการที่เรามาแลกเปลี่ยนและเจอกับวัฒนธรรมใหม่ๆนี่แหละ หาจุดที่ดีและจุดที่เหมาะสมกับเราของเค้ามาปรับเข้าหาตัวเราเองแล้วทำมันออกมาให้ดีในแบบของเรา ตอนนี้เราเจอจุดที่เหมาะสมของเราแล้วนะ แล้วคุณล่ะ.. เจอรึยัง? :)

 

 

 

 

ป.ล.ใครที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้อยากให้ไปหามาดูจริงๆนะคะ ได้อะไรมากกว่าความสนุกแน่นอน สารภาพว่าตอนแรกไปดูเพราะพี่เต๋าอย่างเดียวเลย ฮ่าๆๆๆ แต่ตอนนี้ได้ประโยชน์จริงๆนะ

 

 

 

 

 

 

29/07/2014 <3

 

edit @ 31 Jul 2014 01:11:11 by Naangsy

edit @ 31 Jul 2014 01:36:38 by Naangsy

Comment

Comment:

Tweet